พ.ร.บ. พ.ศ. 2497 มีประวัติการแก้ไข

มาตรา 5 พ.ร.บ.รับราชการทหาร 2497

มาตราที่ 5 จาก 55 · หน้ารวมฉบับนี้
มาตรา 5 มีประวัติการแก้ไข

บุคคลซึ่งต้องลงบัญชีทหารกองเกิน ให้ลงบัญชีที่อำเภอดังต่อไปนี้

(1) บุคคลซึ่งบิดายังมีชีวิตอยู่ หรือถ้าบิดาถึงแก่กรรมแล้วมารดายังมีชีวิตอยู่ หรือถ้าทั้งบิดาและมารดาถึงแก่กรรมแล้วมีผู้ปกครอง ให้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอท้องที่ที่บิดาหรือมารดาหรือผู้ปกครองมีภูมิลำเนา แล้วแต่กรณี

(2) บุคคลซึ่งเกิดนอกสมรสและบิดามิได้จดทะเบียนรับรองบุตร หรือถ้ามารดาถึงแก่กรรมแล้วมีผู้ปกครอง ให้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอท้องที่ที่มารดาหรือผู้ปกครองมีภูมิลำเนา แล้วแต่กรณี

(3) บุคคลนอกจากที่กล่าวใน (1) และ (2) หรือบุคคลที่ไม่อาจลงบัญชีทหารกองเกินตาม (1) หรือ (2) ได้ ไม่ว่าด้วยกรณีใดก็ตาม ให้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอท้องที่ที่บุคคลนั้นมีภูมิลำเนา ถ้าบุคคลนั้นไม่ปรากฏภูมิลำเนาก็ให้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอท้องที่ที่พบตัวบุคคลนั้น

เมื่อได้ลงบัญชีทหารกองเกินแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นมีภูมิลำเนาทหารอยู่ในท้องที่อำเภอที่ได้ลงบัญชีทหารกองเกิน

ภูมิลำเนาทหารให้มีได้เพียงแห่งเดียว

📜 ดูประวัติการแก้ไข (2 ฉบับ)
ฉบับตราขึ้นครั้งแรก มีผลบังคับ 16 ก.พ. 2497

มาตรา 5 ภูมิลำเนาทหารของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ (1) ย่อมมีได้แต่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น (2) บุคคลใดที่มีบิดา หรือถ้าบิดาถึงแก่กรรมแล้วมีมารดา หรือถ้าทั้งบิดาและมารดาถึงแก่กรรมแล้วมีผู้ดูแลแทนบิดามารดา ให้ถือว่ามีภูมิลำเนาทหารอยู่ในอำเภอที่บิดา หรือมารดา หรือผู้ดูแลแทนบิดามารดา มีภูมิลำเนาอยู่นั้น แล้วแต่กรณี (3) บุคคลใดที่มีแต่มารดาเพราะเกิดนอกสมรส และบิดามิได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย หรือถ้ามารดาถึงแก่กรรมแล้วมีผู้ดูแลแทนมารดา ให้ถือว่ามีภูมิลำเนาทหารอยู่ในอำเภอที่มารดาหรือผู้ดูแลแทนมารดามีภูมิลำเนาอยู่นั้น แล้วแต่กรณี (4) ถ้าภูมิลำเนาทหารไม่ปรากฏ ให้ถือว่ามีภูมิลำเนาทหารอยู่ในอำเภอท้องที่ที่บุคคลนั้นอยู่ (5) ถ้าปรากฏว่าบุคคลใดไม่มีที่อยู่ปกติเป็นหลักแหล่ง หรือเป็นผู้ครองชีพในการเดินทางไปมา ปราศจากสำนักหลักแหล่งที่ทำการงาน พบตัวในท้องที่อำเภอใด ให้ถือว่ามีภูมิลำเนาทหารอยู่ในอำเภอนั้น (6) บุคคลที่มีความประสงค์จะย้ายภูมิลำเนาทหารมาอยู่ในอำเภอที่ตนตั้งทำการหาเลี้ยงชีพประจำอยู่ หรือมามีถิ่นที่อยู่เป็นหลักฐานก็ย่อมย้ายได้ โดยแจ้งความจำนงด้วยตนเองต่อนายอำเภอท้องที่ที่ตนมีความประสงค์จะย้ายภูมิลำเนาทหารเข้ามานั้น ให้นายอำเภอท้องที่ใหม่ทำการสอบสวน เมื่อพิจารณาเห็นว่าผู้ขอย้ายไม่ประสงค์จะหลีกเลี่ยงการรับราชการทหาร ก็ให้รับแจ้งการย้ายภูมิลำเนาทหารของบุคคลผู้นั้นและออกใบรับให้แล้วแจ้งต่อไปให้นายอำเภอท้องที่เดิมทราบภายในกำหนดสามสิบวัน

แก้ไขเพิ่มเติมโดย มาตรา ๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๒๖ ลงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๑๕ มีผลบังคับ

มาตรา 5 บุคคลซึ่งต้องลงบัญชีทหารกองเกิน ให้ลงบัญชีที่อำเภอดังต่อไปนี้ (1) บุคคลซึ่งบิดายังมีชีวิตอยู่ หรือถ้าบิดาถึงแก่กรรมแล้วมารดายังมีชีวิตอยู่ หรือถ้าทั้งบิดาและมารดาถึงแก่กรรมแล้วมีผู้ปกครอง ให้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอท้องที่ที่บิดาหรือมารดาหรือผู้ปกครองมีภูมิลำเนา แล้วแต่กรณี (2) บุคคลซึ่งเกิดนอกสมรสและบิดามิได้จดทะเบียนรับรองบุตร หรือถ้ามารดาถึงแก่กรรมแล้วมีผู้ปกครอง ให้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอท้องที่ที่มารดาหรือผู้ปกครองมีภูมิลำเนา แล้วแต่กรณี (3) บุคคลนอกจากที่กล่าวใน (1) และ (2) หรือบุคคลที่ไม่อาจลงบัญชีทหารกองเกินตาม (1) หรือ (2) ได้ ไม่ว่าด้วยกรณีใดก็ตาม ให้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอท้องที่ที่บุคคลนั้นมีภูมิลำเนา ถ้าบุคคลนั้นไม่ปรากฏภูมิลำเนาก็ให้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอท้องที่ที่พบตัวบุคคลนั้น เมื่อได้ลงบัญชีทหารกองเกินแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นมีภูมิลำเนาทหารอยู่ในท้องที่อำเภอที่ได้ลงบัญชีทหารกองเกิน ภูมิลำเนาทหารให้มีได้เพียงแห่งเดียว