ปกกฎหมาย: พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 — พระราชบัญญัติ 141 มาตรา
ข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551

กฎหมายแม่บทการบริหารงานบุคคลข้าราชการพลเรือน ตั้งแต่บรรจุ แต่งตั้ง เงินเดือน วินัย ออกจากราชการ อุทธรณ์ และร้องทุกข์

  • พระราชบัญญัติ พ.ศ. 2551
  • 141 มาตรา
  • 15 หมวด/ส่วน
  • 2 มาตราเคยถูกแก้ไข
  • หมวด: ข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ

ใครต้องใช้ ใช้ตอนไหน

ข้าราชการพลเรือนสามัญเจ้าหน้าที่งานบุคคลของกระทรวง กรม และจังหวัดผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุผู้ที่จะสอบหรือสมัครเข้ารับราชการ และพนักงานส่วนท้องถิ่นที่จะโอนมา
  • จะสมัครสอบหรือเข้ารับราชการ ต้องตรวจคุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามก่อน มาตรา 36มาตรา 54
  • ได้รับบรรจุใหม่ ต้องทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ และอาจถูกสั่งให้ออกถ้าผลประเมินต่ำกว่ามาตรฐาน มาตรา 59
  • จะย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง หรือรับโอนพนักงานส่วนท้องถิ่นและข้าราชการประเภทอื่นมาเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ มาตรา 63มาตรา 64มาตรา 65
  • มีการกล่าวหาว่าข้าราชการกระทำผิดวินัย ผู้บังคับบัญชาต้องรายงาน สืบสวน และดำเนินการทางวินัย มาตรา 90มาตรา 91มาตรา 92มาตรา 93
  • ถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงหรือถูกฟ้องคดีอาญา และถูกสั่งพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน มาตรา 101
  • จะลาออกจากราชการ ต้องยื่นหนังสือล่วงหน้า และผู้บังคับบัญชาอาจยับยั้งการลาออกได้ มาตรา 109
  • ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ ต้องการอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. มาตรา 114มาตรา 116
  • คับข้องใจจากการปฏิบัติของผู้บังคับบัญชาซึ่งไม่อาจอุทธรณ์ได้ ต้องการร้องทุกข์ มาตรา 122มาตรา 123

สาระสำคัญ — อ้างเลขมาตราได้ทุกข้อ

ก.พ. สำนักงาน ก.พ. และ อ.ก.พ.

มาตรา 6 กำหนดให้มีคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน มีกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่น้อยกว่าห้าคนแต่ไม่เกินเจ็ดคน มาตรา 8 ให้ ก.พ. มีอำนาจออกกฎ ก.พ. ตีความและวินิจฉัยปัญหาจากการใช้บังคับกฎหมายนี้ และให้ความเห็นชอบกรอบอัตรากำลังของส่วนราชการ มาตรา 13 ให้มีสำนักงาน ก.พ. เป็นเจ้าหน้าที่ของ ก.พ. และ ก.พ.ค. มาตรา 14 ให้มี อ.ก.พ. กระทรวง อ.ก.พ. กรม และ อ.ก.พ. จังหวัด เป็นองค์กรบริหารทรัพยากรบุคคลในส่วนราชการ ซึ่งตามมาตรา 16 มาตรา 18 และมาตรา 20 มีหน้าที่พิจารณาเรื่องการดำเนินการทางวินัยและการสั่งให้ออกจากราชการด้วย มาตรา 6มาตรา 8มาตรา 13มาตรา 14มาตรา 16มาตรา 18มาตรา 20

ก.พ.ค. องค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรม

มาตรา 24 ให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ประกอบด้วยกรรมการจำนวนเจ็ดคน ซึ่งต้องทำงานเต็มเวลา มาตรา 29 กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งหกปี และดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว มาตรา 31 ให้ ก.พ.ค. มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 114 วินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ตามมาตรา 123 พิจารณาเรื่องการคุ้มครองระบบคุณธรรมตามมาตรา 126 และออกกฎ ก.พ.ค. มาตรา 24มาตรา 29มาตรา 31มาตรา 114มาตรา 123มาตรา 126

คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้เข้ารับราชการ

มาตรา 36 กำหนดคุณสมบัติทั่วไปคือ มีสัญชาติไทย มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปี และเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และกำหนดลักษณะต้องห้าม 11 ข้อ เช่น เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นบุคคลล้มละลาย เคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด หรือเคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก ก.พ. อาจพิจารณายกเว้นลักษณะต้องห้ามบางข้อได้ แต่ผู้เคยถูกให้ออกหรือปลดออกเพราะผิดวินัยต้องออกจากงานไปเกินสองปีแล้ว ผู้เคยถูกไล่ออกต้องออกไปเกินสามปีแล้ว และมติยกเว้นต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสี่ในห้าของกรรมการที่มาประชุม มาตรา 36

ประเภทและระดับตำแหน่ง

มาตรา 45 แบ่งตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญเป็น 4 ประเภท คือ ประเภทบริหาร ประเภทอำนวยการ ประเภทวิชาการ และประเภททั่วไป มาตรา 46 กำหนดระดับในแต่ละประเภท เช่น ประเภทวิชาการมีระดับปฏิบัติการ ชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ และทรงคุณวุฒิ ประเภททั่วไปมีระดับปฏิบัติงาน ชำนาญงาน อาวุโส และทักษะพิเศษ มาตรา 47 ให้ อ.ก.พ. กระทรวงเป็นผู้กำหนดว่าส่วนราชการใดจะมีตำแหน่งใด จำนวนเท่าใด และมาตรา 48 ให้ ก.พ. จัดทำมาตรฐานกำหนดตำแหน่งซึ่งระบุชื่อตำแหน่ง หน้าที่ความรับผิดชอบหลัก และคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง มาตรา 45มาตรา 46มาตรา 47มาตรา 48

เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และเงินเพิ่ม

มาตรา 50 ให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินเดือนตามบัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงท้ายพระราชบัญญัติ และอาจได้รับเงินประจำตำแหน่งตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งท้ายพระราชบัญญัติ โดยเงินประจำตำแหน่งไม่ถือเป็นเงินเดือนสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ มาตรา 51 ให้คณะรัฐมนตรีปรับเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงหรือเงินประจำตำแหน่งเพิ่มได้ไม่เกินร้อยละสิบโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา มาตรา 38 ให้ได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งในต่างประเทศ บางท้องที่ บางสายงาน หรือตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ และเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด มาตรา 38มาตรา 50มาตรา 51

การสรรหา บรรจุ และผู้มีอำนาจสั่งบรรจุ

มาตรา 53 กำหนดให้บรรจุและแต่งตั้งจากผู้สอบแข่งขันได้ตามลำดับที่ในบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ มาตรา 55 ให้คัดเลือกบรรจุโดยไม่ต้องสอบแข่งขันได้ในกรณีที่มีเหตุพิเศษ และมาตรา 56 ให้บรรจุผู้มีความรู้ความสามารถและความชำนาญงานสูงในตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการขึ้นไปหรือประเภททั่วไประดับทักษะพิเศษได้ มาตรา 57 กำหนดว่าตำแหน่งแต่ละประเภทและระดับ ผู้ใดเป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง มาตรา 58 กำหนดว่าผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารซึ่งปฏิบัติหน้าที่เดียวติดต่อกันครบสี่ปี ต้องสับเปลี่ยนหน้าที่ ย้าย หรือโอน เว้นแต่ขออนุมัติคณะรัฐมนตรีให้อยู่ต่อได้ไม่เกินสองปี มาตรา 53มาตรา 55มาตรา 56มาตรา 57มาตรา 58

ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการและคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง

มาตรา 59 ให้ผู้ได้รับบรรจุจากการสอบแข่งขันหรือการคัดเลือกทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการตามกฎ ก.พ. ถ้าผลการประเมินต่ำกว่ามาตรฐาน ให้สั่งให้ออกจากราชการได้ไม่ว่าจะครบกำหนดเวลาทดลองหรือไม่ และให้ถือเสมือนว่าผู้นั้นไม่เคยเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ มาตรา 62 กำหนดว่าผู้ได้รับแต่งตั้งต้องมีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง มาตรา 67 กำหนดว่าถ้าภายหลังปรากฏว่าผู้ได้รับบรรจุขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือมีลักษณะต้องห้าม ให้สั่งให้ออกจากราชการโดยพลัน มาตรา 59มาตรา 62มาตรา 67

การประเมินผลและการเลื่อนเงินเดือน

มาตรา 76 ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ประเมินผลการปฏิบัติราชการของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเพื่อใช้ประกอบการแต่งตั้งและเลื่อนเงินเดือน มาตรา 74 กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาเลื่อนเงินเดือนแก่ผู้ที่ประพฤติตนอยู่ในจรรยาและวินัยและปฏิบัติราชการอย่างมีประสิทธิภาพ และอาจให้บำเหน็จความชอบอย่างอื่นได้ มาตรา 73 กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติต่อผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาอย่างมีคุณธรรมและเที่ยงธรรม มาตรา 73มาตรา 74มาตรา 76

จรรยาข้าราชการและวินัย

มาตรา 78 ให้ข้าราชการรักษาจรรยาข้าราชการ 5 เรื่อง คือ ยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริตและรับผิดชอบ โปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่เลือกปฏิบัติ และมุ่งผลสัมฤทธิ์ มาตรา 82 กำหนดข้อปฏิบัติทางวินัย เช่น ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาที่ชอบด้วยกฎหมาย รักษาความลับของทางราชการ และวางตนเป็นกลางทางการเมือง มาตรา 83 กำหนดข้อห้าม เช่น ห้ามรายงานเท็จ ห้ามอาศัยตำแหน่งหน้าที่หาประโยชน์ ห้ามเป็นกรรมการผู้จัดการหรือผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท และห้ามล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ มาตรา 85 กำหนดความผิดวินัยอย่างร้ายแรง เช่น ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุอันสมควร และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง มาตรา 78มาตรา 82มาตรา 83มาตรา 85

ขั้นตอนการดำเนินการทางวินัยและการลงโทษ

มาตรา 90 ให้ผู้บังคับบัญชารายงานผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 โดยเร็วเมื่อมีการกล่าวหา และมาตรา 91 ให้สืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้นว่ากรณีมีมูลหรือไม่ ถ้าไม่ร้ายแรง มาตรา 92 ให้แจ้งข้อกล่าวหา รับฟังคำชี้แจง แล้วสั่งลงโทษได้โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวน ถ้าร้ายแรง มาตรา 93 ให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน มาตรา 88 กำหนดโทษทางวินัย 5 สถาน คือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดเงินเดือน ปลดออก และไล่ออก มาตรา 96 ให้ลงโทษวินัยไม่ร้ายแรงด้วยการภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดเงินเดือน มาตรา 97 ให้ลงโทษวินัยร้ายแรงด้วยการปลดออกหรือไล่ออก และห้ามลดโทษต่ำกว่าปลดออก โดยต้องส่งเรื่องให้ อ.ก.พ. พิจารณาก่อน ผู้ถูกปลดออกมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเสมือนลาออก มาตรา 57มาตรา 88มาตรา 90มาตรา 91มาตรา 92มาตรา 93มาตรา 96มาตรา 97

การออกจากราชการ การลาออก และการเกษียณอายุ

มาตรา 107 กำหนดเหตุออกจากราชการ คือ ตาย พ้นจากราชการตามกฎหมายบำเหน็จบำนาญ ลาออก ถูกสั่งให้ออก และถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก มาตรา 108 ให้ผู้มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ในสิ้นปีงบประมาณรับราชการต่อไปได้อีกไม่เกินสิบปีเฉพาะตำแหน่งทางวิชาการหรือที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวตามกฎ ก.พ. มาตรา 109 ให้ผู้ประสงค์จะลาออกยื่นหนังสือล่วงหน้าก่อนวันขอลาออกไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ผู้บังคับบัญชายับยั้งการลาออกได้ไม่เกินเก้าสิบวัน มาตรา 110 ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนได้ในกรณีที่กฎหมายกำหนด เช่น เจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสม่ำเสมอ ยุบหน่วยงานหรือตำแหน่ง หรือหย่อนความสามารถ มาตรา 107มาตรา 108มาตรา 109มาตรา 110

การอุทธรณ์และการร้องทุกข์

มาตรา 114 ให้ผู้ถูกสั่งลงโทษหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา 110 บางกรณี อุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง มาตรา 118 ให้ ก.พ.ค. พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน ขยายได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกินหกสิบวัน มาตรา 116 ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการตามคำวินิจฉัยภายในสามสิบวัน และผู้อุทธรณ์ที่ไม่เห็นด้วยฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายในเก้าสิบวัน มาตรา 122 ให้ผู้มีความคับข้องใจจากการปฏิบัติของผู้บังคับบัญชาซึ่งไม่อาจอุทธรณ์ได้ ร้องทุกข์ได้ และมาตรา 123 กำหนดให้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปตามลำดับ หรือต่อ ก.พ.ค. ถ้าเหตุเกิดจากหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม ปลัดกระทรวง รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือนายกรัฐมนตรี มาตรา 110มาตรา 114มาตรา 116มาตรา 118มาตรา 122มาตรา 123

บทกำหนดโทษ

กฎหมายนี้ไม่มีโทษทางอาญา แต่มีโทษทางวินัยตามมาตรา 88 รวม 5 สถาน คือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดเงินเดือน ปลดออก และไล่ออก มาตรา 96 กำหนดว่าความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงให้ลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดเงินเดือน โดยภาคทัณฑ์ใช้เฉพาะกรณีผิดวินัยเล็กน้อย และอาจงดโทษโดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือน มาตรา 97 กำหนดว่าความผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้ลงโทษปลดออกหรือไล่ออก ห้ามลดโทษต่ำกว่าปลดออก มาตรา 89 กำหนดให้การลงโทษต้องทำเป็นคำสั่งและระบุว่ากระทำผิดวินัยกรณีใดตามมาตราใด มาตรา 88มาตรา 89มาตรา 96มาตรา 97

คำถามที่พบบ่อย

จะลาออกจากราชการ ต้องยื่นหนังสือล่วงหน้ากี่วัน และผู้บังคับบัญชายับยั้งได้นานเท่าใด

มาตรา 109 กำหนดให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่งล่วงหน้าก่อนวันขอลาออกไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ถ้ายื่นล่วงหน้าน้อยกว่าสามสิบวัน ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุจะอนุญาตตามวันที่ขอก็ได้ถ้ามีเหตุผลและความจำเป็น ผู้บังคับบัญชายับยั้งการลาออกได้ไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่วันขอลาออก ถ้าไม่ยับยั้งให้การลาออกมีผลตั้งแต่วันขอลาออก ส่วนการลาออกเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์กรอิสระ หรือสมัครรับเลือกตั้ง ให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ขอลาออก มาตรา 109

ถูกสั่งลงโทษทางวินัย จะอุทธรณ์ที่ไหน ภายในกี่วัน และถ้าไม่เห็นด้วยกับผลอุทธรณ์ทำอย่างไร

มาตรา 114 กำหนดให้อุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง มาตรา 118 กำหนดให้ ก.พ.ค. พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ขยายได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกินหกสิบวัน มาตรา 116 กำหนดว่าถ้าผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค. ให้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุดภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบคำวินิจฉัย มาตรา 114มาตรา 116มาตรา 118

ออกจากราชการไปแล้ว ยังถูกดำเนินการทางวินัยได้หรือไม่

มาตรา 100 กำหนดว่าถ้าถูกกล่าวหาเป็นหนังสือหรือถูกฟ้องคดีอาญาก่อนออกจากราชการว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงขณะรับราชการ ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษต่อไปได้เสมือนยังไม่ออกจากราชการ แต่ต้องสั่งลงโทษภายในสามปีนับแต่วันออกจากราชการ ถ้าเป็นการกล่าวหาหลังออกจากราชการ ต้องเริ่มสอบสวนภายในหนึ่งปีและสั่งลงโทษภายในสามปีนับแต่วันออกจากราชการ ถ้าผลสอบสวนได้ความว่าผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงให้งดโทษ มาตรา 100/1 กำหนดว่ากรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐชี้มูลความผิด ให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 100มาตรา 100 1

พนักงานส่วนท้องถิ่นโอนมาเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญได้หรือไม่ และเวลาทำงานเดิมนับเป็นเวลาราชการหรือไม่

มาตรา 64 กำหนดให้การโอนพนักงานส่วนท้องถิ่นและข้าราชการประเภทอื่นมาบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญกระทำได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ. กำหนด และให้ถือเวลาราชการหรือเวลาทำงานเดิมเป็นเวลาราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญด้วย มาตรา 59 ให้นำเรื่องการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการมาใช้กับผู้ที่โอนมาซึ่งยังทดลองปฏิบัติหน้าที่อยู่โดยอนุโลม มาตรา 106 กำหนดว่าถ้ามีกรณีกระทำผิดวินัยก่อนวันโอน ผู้บังคับบัญชาใหม่ดำเนินการทางวินัยได้ แต่ให้ลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นหรือกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการที่โอนมา มาตรา 59มาตรา 64มาตรา 106

ถูกสั่งพักราชการระหว่างสอบสวน จะได้กลับเข้าปฏิบัติราชการเมื่อใด

มาตรา 101 กำหนดให้สั่งพักราชการตลอดเวลาที่สอบสวนหรือพิจารณา เว้นแต่ผู้ถูกสั่งพักได้ร้องทุกข์ตามมาตรา 122 และผู้มีอำนาจพิจารณาคำร้องทุกข์เห็นว่าพฤติการณ์ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน หรือการดำเนินการทางวินัยล่วงพ้นหนึ่งปีนับแต่วันพักราชการแล้วยังไม่แล้วเสร็จ ให้สั่งให้กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ก่อนการสอบสวนเสร็จสิ้นได้ และถ้าผลการสอบสวนปรากฏว่าไม่ได้กระทำผิดหรือผิดไม่ถึงปลดออกหรือไล่ออก ให้สั่งให้กลับเข้าปฏิบัติราชการในตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งอื่นในประเภทและระดับเดียวกัน มาตรา 101มาตรา 122

ข้าราชการที่ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งระดับต่ำกว่าเดิม ต้องยินยอมหรือไม่

มาตรา 63 กำหนดว่าการย้ายหรือการโอนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่ต่ำกว่าเดิมจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากข้าราชการผู้นั้น ส่วนการย้าย โอน หรือเลื่อนโดยทั่วไปให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. มาตรา 63

คำปรารภ / อำนาจในการตรา

พระราชบัญญัติ

ระเบียบข้าราชการพลเรือน

พ.ศ. 2551

คำอธิบายในหน้านี้จัดทำโดยทีมโยธาไทยจากตัวบทที่มีในระบบเท่านั้น ระบุเลขมาตรากำกับทุกข้อเพื่อให้ตรวจสอบกลับได้ — เป็นเครื่องมือช่วยอ่าน ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย · ปรับปรุง 25 กันยายน 2569

พ.ศ. 2551

ตัวบทเต็ม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน 2551

ทั้งฉบับ 141 มาตรา — กำลังโหลดตัวบทพร้อมสารบัญและจุดเชื่อมโยง… หากหน้านี้ไม่แสดงตัวบท เริ่มอ่านที่ มาตรา 1 แล้วกด "ถัดไป" ทีละมาตราได้