ปกกฎหมาย: พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 — พระราชบัญญัติ 113 มาตรา
บริหารราชการและการปกครอง

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

กฎหมายกลางว่าด้วยขั้นตอนก่อนออกคำสั่งทางปกครอง รูปแบบคำสั่ง การอุทธรณ์ การเพิกถอน และการบังคับตามคำสั่ง

  • พระราชบัญญัติ พ.ศ. 2539
  • 113 มาตรา
  • 12 หมวด/ส่วน
  • 11 มาตราเคยถูกแก้ไข
  • หมวด: บริหารราชการและการปกครอง

ใครต้องใช้ ใช้ตอนไหน

เจ้าหน้าที่ของรัฐ/อปท. ที่ต้องออกคำสั่ง อนุญาต อนุมัติ หรือปฏิเสธคำขอผู้ยื่นคำขอ ผู้รับคำสั่ง และผู้ถูกบังคับตามคำสั่งคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครอง
  • จะออกคำสั่ง อนุญาต อนุมัติ หรือปฏิเสธคำขอ ต้องรู้ว่าเรื่องนั้นเป็น "คำสั่งทางปกครอง" หรือไม่ และกฎหมายนี้ใช้กับเรื่องใดบ้าง มาตรา 3มาตรา 4มาตรา 5
  • เจ้าหน้าที่หรือกรรมการมีความเกี่ยวข้องกับคู่กรณี (ญาติ คู่สมรส เจ้าหนี้ ลูกหนี้ นายจ้าง) จะพิจารณาเรื่องนั้นได้หรือไม่ มาตรา 13มาตรา 16
  • รับคำขอแล้วเอกสารไม่ครบ ต้องแจ้งอย่างไร ภายในกี่วัน และต้องออกคำสั่งให้เสร็จเมื่อใด มาตรา 27มาตรา 39 1
  • คำสั่งที่จะออกอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี ต้องให้โอกาสโต้แย้งและขอดูเอกสารก่อน มาตรา 30มาตรา 31
  • ร่างหนังสือคำสั่ง ต้องมีอะไรบ้าง (วันที่ ชื่อ ตำแหน่ง ลายมือชื่อ เหตุผล และการแจ้งสิทธิอุทธรณ์) มาตรา 36มาตรา 37มาตรา 40
  • ผู้รับคำสั่งไม่พอใจ จะอุทธรณ์ต่อใคร ภายในกี่วัน และผู้พิจารณาอุทธรณ์มีเวลาเท่าใด มาตรา 44มาตรา 45
  • จะเพิกถอนคำสั่งที่ออกไปแล้ว (ทั้งที่ชอบและไม่ชอบด้วยกฎหมาย) หรือคู่กรณีขอให้พิจารณาใหม่ มาตรา 49มาตรา 51มาตรา 53มาตรา 54
  • ผู้รับคำสั่งไม่ยอมชำระเงิน หรือไม่ยอมทำตามคำสั่ง (เช่น ไม่รื้อถอน) จะบังคับอย่างไร มาตรา 63 7มาตรา 63 21มาตรา 63 22

สาระสำคัญ — อ้างเลขมาตราได้ทุกข้อ

ใช้กับงานปกครองทุกเรื่องที่ไม่มีกฎหมายเฉพาะที่ดีกว่า

มาตรา 3 กำหนดว่าวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองตามกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่กฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ และมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานไม่ต่ำกว่ากฎหมายนี้ แต่ขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์หรือโต้แย้งที่กำหนดในกฎหมายเฉพาะยังคงใช้ตามกฎหมายนั้น มาตรา 4 กำหนดว่ากฎหมายนี้ไม่ใช้กับรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี องค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ งานนโยบายของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี การพิจารณาพิพากษาคดีของศาล การบังคับคดี กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ราชการทหาร นโยบายการต่างประเทศ และกิจการขององค์การทางศาสนา มาตรา 3มาตรา 4

"คำสั่งทางปกครอง" "กฎ" และ "คู่กรณี" คืออะไร

มาตรา 5 กำหนดว่า "คำสั่งทางปกครอง" คือการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่รวมการออกกฎ ส่วน "กฎ" คือพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น ระเบียบ ข้อบังคับ หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป และ "คู่กรณี" คือผู้ยื่นคำขอหรือผู้คัดค้านคำขอ ผู้อยู่ในบังคับหรือจะอยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครอง และผู้ที่เข้ามาในกระบวนการพิจารณาเพราะสิทธิของตนจะถูกกระทบ มาตรา 5

เจ้าหน้าที่ต้องมีอำนาจในเรื่องนั้นและต้องเป็นกลาง

มาตรา 12 กำหนดว่าคำสั่งทางปกครองต้องทำโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้น มาตรา 13 ห้ามเจ้าหน้าที่ทำการพิจารณาทางปกครองถ้าเป็นคู่กรณีเอง เป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณี เป็นญาติของคู่กรณี (บุพการี ผู้สืบสันดาน พี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องภายใน 3 ชั้น หรือญาติทางแต่งงานภายใน 2 ชั้น) เป็นหรือเคยเป็นผู้แทนหรือตัวแทนของคู่กรณี หรือเป็นเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือนายจ้างของคู่กรณี มาตรา 14 กำหนดว่าเมื่อมีกรณีเช่นนั้นหรือคู่กรณีคัดค้าน ให้เจ้าหน้าที่หยุดการพิจารณาไว้ก่อนและแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งเพื่อมีคำสั่ง มาตรา 16 กำหนดว่าเหตุอื่นที่มีสภาพร้ายแรงจนอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลางก็ทำให้พิจารณาไม่ได้เช่นกัน และมาตรา 18 ยกเว้นให้ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่ปล่อยช้าจะเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ หรือไม่มีเจ้าหน้าที่อื่นทำแทนได้ มาตรา 12มาตรา 13มาตรา 14มาตรา 16มาตรา 18

รับคำขอ เอกสารไม่ครบต้องแจ้งภายใน 7 วัน และออกคำสั่งภายใน 30 วัน

มาตรา 27 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้รับคำขอตรวจสอบความถูกต้องของคำขอและความครบถ้วนของเอกสาร ถ้าคำขอไม่ถูกต้องให้แนะนำให้แก้ไข และถ้าเอกสารไม่ครบให้แจ้งผู้ยื่นทันทีหรือภายในไม่เกิน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ โดยทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับคำขอและระบุรายการเอกสารที่ขาด เมื่อผู้ยื่นส่งเอกสารครบตามที่แจ้งแล้ว เจ้าหน้าที่จะปฏิเสธเพราะเหตุยังขาดเอกสารอีกไม่ได้ เว้นแต่จำเป็นตามกฎหมายและได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่ง ถ้าผู้ยื่นไม่แก้ไขหรือส่งเอกสารภายในเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าไม่ประสงค์ให้ดำเนินการต่อ เจ้าหน้าที่ต้องส่งเอกสารคืนพร้อมแจ้งสิทธิอุทธรณ์ มาตรา 39/1 กำหนดว่าถ้าไม่มีกฎหมายหรือกฎกำหนดระยะเวลาไว้ ให้ออกคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน มาตรา 27มาตรา 39 1

แสวงหาข้อเท็จจริงเอง และต้องให้คู่กรณีโต้แย้งก่อนถ้าคำสั่งกระทบสิทธิ

มาตรา 28 และมาตรา 29 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ตามความเหมาะสมโดยไม่ผูกพันกับคำขอหรือพยานหลักฐานของคู่กรณี แสวงหาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รับฟังคำชี้แจงของคู่กรณี ขอเอกสารจากผู้ครอบครอง และออกไปตรวจสถานที่ได้ มาตรา 30 กำหนดว่าในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน ยกเว้นกรณีจำเป็นรีบด่วน กรณีที่จะทำให้ระยะเวลาตามกฎหมายล่าช้า ข้อเท็จจริงที่คู่กรณีให้ไว้เอง กรณีที่โดยสภาพให้โอกาสไม่ได้ และมาตรการบังคับทางปกครอง มาตรา 31 ให้คู่กรณีมีสิทธิขอตรวจดูเอกสารที่จำเป็นต้องรู้เพื่อโต้แย้งหรือป้องกันสิทธิ แต่ก่อนมีคำสั่งไม่มีสิทธิดูต้นร่างคำวินิจฉัย และมาตรา 32 ให้เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ดูได้ถ้าเป็นกรณีที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับ มาตรา 28มาตรา 29มาตรา 30มาตรา 31มาตรา 32

รูปแบบคำสั่ง หนังสือคำสั่งต้องมีวันที่ ชื่อ ตำแหน่ง ลายมือชื่อ และเหตุผล

มาตรา 34 กำหนดว่าคำสั่งทางปกครองจะทำเป็นหนังสือ วาจา หรือสื่อความหมายรูปแบบอื่นก็ได้ แต่ต้องชัดเจนเพียงพอที่จะเข้าใจได้ มาตรา 35 กำหนดว่าคำสั่งด้วยวาจา ถ้าผู้รับร้องขอโดยมีเหตุอันสมควรภายใน 7 วันนับแต่วันมีคำสั่ง เจ้าหน้าที่ต้องยืนยันเป็นหนังสือ มาตรา 36 กำหนดว่าคำสั่งที่ทำเป็นหนังสืออย่างน้อยต้องระบุวัน เดือน ปีที่ทำคำสั่ง ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมลายมือชื่อ มาตรา 37 กำหนดว่าคำสั่งเป็นหนังสือต้องมีเหตุผล อย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ ยกเว้นกรณีที่มีผลตรงตามคำขอและไม่กระทบสิทธิผู้อื่น เหตุผลเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว ต้องรักษาเป็นความลับ หรือเป็นคำสั่งด้วยวาจาหรือเร่งด่วน (แต่ต้องให้เหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรภายหลังถ้าผู้รับร้องขอ) และมาตรา 39 ให้เจ้าหน้าที่กำหนดเงื่อนไขในคำสั่งได้เท่าที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย มาตรา 34มาตรา 35มาตรา 36มาตรา 37มาตรา 39

ต้องแจ้งสิทธิอุทธรณ์ในคำสั่ง ไม่แจ้งระยะเวลาอุทธรณ์ขยายเป็น 1 ปี

มาตรา 40 กำหนดว่าคำสั่งทางปกครองที่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้งได้ ต้องระบุกรณีที่อาจอุทธรณ์ วิธียื่นคำอุทธรณ์ และระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์ไว้ด้วย ถ้าไม่ระบุ ให้ระยะเวลาอุทธรณ์เริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งหลักเกณฑ์ดังกล่าว และถ้าไม่มีการแจ้งใหม่และระยะเวลานั้นสั้นกว่า 1 ปี ให้ขยายเป็น 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง มาตรา 41 กำหนดว่าคำสั่งที่บกพร่องบางประการไม่เสียไป ถ้าแก้ไขภายหลัง เช่น จัดให้มีเหตุผลหรือรับฟังคู่กรณีให้สมบูรณ์ในภายหลัง แต่ต้องทำก่อนสิ้นสุดกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ มาตรา 42 กำหนดว่าคำสั่งมีผลใช้ยันบุคคลตั้งแต่ขณะที่ผู้นั้นได้รับแจ้ง และมีผลตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอนหรือสิ้นผล มาตรา 43 ให้แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อยในคำสั่งได้เสมอ มาตรา 40มาตรา 41มาตรา 42มาตรา 43

อุทธรณ์ต่อผู้ทำคำสั่งภายใน 15 วัน พิจารณาชั้นละไม่เกิน 30 วัน

มาตรา 44 กำหนดว่าคำสั่งทางปกครองที่ไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรีและไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ ให้คู่กรณีอุทธรณ์โดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง คำอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือระบุข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่อ้างอิง และการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่ง มาตรา 45 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งพิจารณาและแจ้งผู้อุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ถ้าไม่เห็นด้วยให้รายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ภายในกำหนดนั้น ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับรายงาน ขยายได้อีกไม่เกิน 30 วันโดยมีหนังสือแจ้งผู้อุทธรณ์ก่อนครบกำหนด มาตรา 46 ให้ผู้พิจารณาอุทธรณ์ทบทวนได้ทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และความเหมาะสม และจะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งไปในทางใดก็ได้ ไม่ว่าจะเพิ่มภาระหรือลดภาระ มาตรา 44มาตรา 45มาตรา 46

การเพิกถอนคำสั่ง และการขอให้พิจารณาใหม่ภายใน 90 วัน

มาตรา 49 กำหนดว่าเจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาอาจเพิกถอนคำสั่งทางปกครองได้ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 51 มาตรา 52 และมาตรา 53 ไม่ว่าจะพ้นขั้นตอนอุทธรณ์แล้วหรือไม่ แต่การเพิกถอนคำสั่งที่ให้ประโยชน์ต้องทำภายใน 90 วันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะเพิกถอน เว้นแต่คำสั่งนั้นได้มาจากการแสดงข้อความเท็จ ปกปิดความจริง ข่มขู่ หรือให้ทรัพย์สินโดยมิชอบ มาตรา 51 กำหนดว่าการเพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งให้เงินหรือทรัพย์สิน ต้องคำนึงถึงความเชื่อโดยสุจริตของผู้รับประโยชน์กับประโยชน์สาธารณะประกอบกัน ผู้ที่ให้ข้อมูลเท็จหรือไม่ครบถ้วน หรือรู้อยู่แล้วว่าคำสั่งไม่ชอบ อ้างความเชื่อโดยสุจริตไม่ได้ มาตรา 52 ให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการเพิกถอนคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายอื่นมีสิทธิได้รับค่าทดแทน โดยต้องร้องขอภายใน 180 วันนับแต่ได้รับแจ้งการเพิกถอน มาตรา 53 กำหนดว่าคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งให้ประโยชน์ เพิกถอนได้เฉพาะเมื่อมีกฎหมายหรือข้อสงวนสิทธิให้เพิกถอนได้ ผู้รับไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในเวลาที่กำหนด ข้อเท็จจริงหรือบทกฎหมายเปลี่ยนแปลงไป หรืออาจเกิดความเสียหายร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ และมาตรา 54 ให้คู่กรณีขอให้พิจารณาคำสั่งที่พ้นกำหนดอุทธรณ์แล้วใหม่ได้ เมื่อมีพยานหลักฐานใหม่ คู่กรณีที่แท้จริงไม่ได้เข้ามาในกระบวนการ เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจ หรือข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเปลี่ยนไปในทางที่เป็นประโยชน์ โดยต้องยื่นภายใน 90 วันนับแต่รู้ถึงเหตุ มาตรา 49มาตรา 51มาตรา 52มาตรา 53มาตรา 54

การแจ้งคำสั่งและการนับระยะเวลา

มาตรา 69 กำหนดว่าการแจ้งเป็นหนังสือให้ส่งต่อผู้นั้น หรือถ้าส่งไปยังภูมิลำเนาแล้วให้ถือว่าได้รับแจ้งตั้งแต่ขณะที่ไปถึง และที่อยู่ที่เคยให้ไว้กับเจ้าหน้าที่ถือเป็นภูมิลำเนา มาตรา 70 กำหนดว่าถ้าผู้รับไม่ยอมรับหรือไม่พบผู้รับ การส่งให้บุคคลที่บรรลุนิติภาวะซึ่งอยู่หรือทำงานในสถานที่นั้น หรือการวางหรือปิดหนังสือไว้ในที่เห็นได้ง่ายต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ไปเป็นพยาน ให้ถือว่าได้รับแจ้งแล้ว มาตรา 71 กำหนดว่าการส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อครบ 7 วันนับแต่วันส่งสำหรับในประเทศ หรือ 15 วันสำหรับส่งไปต่างประเทศ มาตรา 72 กำหนดว่าถ้ามีผู้รับเกิน 50 คน จะแจ้งโดยปิดประกาศ ณ ที่ทำการของเจ้าหน้าที่และที่ว่าการอำเภอที่ผู้รับมีภูมิลำเนาก็ได้ และมาตรา 73 กำหนดว่าถ้าไม่รู้ตัวผู้รับ ไม่รู้ภูมิลำเนา หรือมีผู้รับเกิน 100 คน จะประกาศในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นก็ได้ ทั้งสองกรณีถือว่าได้รับแจ้งเมื่อพ้น 15 วัน มาตรา 64 กำหนดว่าการนับเวลาไม่ให้นับวันแรก และถ้าวันสุดท้ายที่บุคคลต้องทำการเป็นวันหยุดทำการ ให้ระยะเวลาสิ้นสุดในวันทำงานถัดไป มาตรา 66 กำหนดว่าผู้ที่ทำการไม่ทันเพราะพฤติการณ์จำเป็นที่ไม่ใช่ความผิดของตน ขอให้เจ้าหน้าที่ขยายเวลาได้ โดยต้องยื่นคำขอภายใน 15 วันนับแต่พฤติการณ์นั้นสิ้นสุด มาตรา 64มาตรา 66มาตรา 69มาตรา 70มาตรา 71มาตรา 72มาตรา 73

บังคับคำสั่งให้ชำระเงิน เตือนก่อนไม่น้อยกว่า 7 วัน ยึดอายัดภายใน 10 ปี

มาตรา 63/1 กำหนดว่าการบังคับทางปกครองไม่ใช้กับหน่วยงานของรัฐด้วยกัน เว้นแต่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น มาตรา 63/2 ให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพียงเท่าที่จำเป็น โดยกระทบผู้อยู่ในบังคับน้อยที่สุด เว้นแต่มีการสั่งทุเลาการบังคับ มาตรา 63/7 กำหนดว่าคำสั่งให้ชำระเงิน ถ้าถึงกำหนดแล้วไม่ชำระให้ครบถ้วน เจ้าหน้าที่ต้องมีหนังสือเตือนให้ชำระภายในเวลาที่กำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน ถ้ายังไม่ปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินและขายทอดตลาด โดยแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับทางปกครองดำเนินการ มาตรา 63/8 กำหนดว่าต้องยึดหรืออายัดภายใน 10 ปีนับแต่วันที่คำสั่งให้ชำระเงินเป็นที่สุด และมาตรา 63/15 ให้หน่วยงานของรัฐยื่นคำขอต่อศาลภายใน 10 ปีเช่นกัน เพื่อให้ศาลออกหมายบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีของกรมบังคับคดีดำเนินการแทนได้ มาตรา 63 1มาตรา 63 2มาตรา 63 7มาตรา 63 8มาตรา 63 15

บังคับคำสั่งให้กระทำหรือละเว้น เข้าทำเองหรือค่าปรับบังคับการไม่เกิน 50,000 บาทต่อวัน

มาตรา 63/21 กำหนดว่าถ้าผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งที่ให้กระทำหรือละเว้นกระทำฝ่าฝืน เจ้าหน้าที่อาจเข้าดำเนินการด้วยตนเองหรือมอบหมายให้บุคคลอื่นทำแทน โดยผู้นั้นต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายและเงินเพิ่มรายวันในอัตราร้อยละ 25 ต่อปีของค่าใช้จ่ายนั้น หรือสั่งให้ชำระค่าปรับบังคับการตามจำนวนที่สมควรแก่เหตุแต่ต้องไม่เกิน 50,000 บาทต่อวัน ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนเพื่อป้องกันการกระทำที่มีโทษทางอาญาหรือความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ เจ้าหน้าที่ใช้มาตรการบังคับได้โดยไม่ต้องออกคำสั่งก่อน มาตรา 63/22 กำหนดว่าก่อนใช้มาตรการบังคับ เจ้าหน้าที่ต้องมีคำเตือนเป็นหนังสือให้ปฏิบัติตามคำสั่งภายในเวลาที่กำหนด โดยระบุมาตรการที่จะใช้ให้ชัดแจ้ง (กำหนดได้คราวละมาตรการเดียว) และระบุค่าใช้จ่ายหรือจำนวนค่าปรับบังคับการ มาตรา 63/23 กำหนดให้ใช้มาตรการตามที่เตือนไว้ เปลี่ยนแปลงได้ต่อเมื่อมาตรการเดิมไม่บรรลุผล ถ้าถูกขัดขวางจะใช้กำลังโดยสมควรแก่เหตุและขอความช่วยเหลือจากตำรวจได้ และมาตรา 63/24 ให้บังคับค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่ชำระด้วยวิธียึดอายัดตามส่วนที่ 2 ต่อไป มาตรา 63 21มาตรา 63 22มาตรา 63 23มาตรา 63 24

คำถามที่พบบ่อย

หนังสือแจ้งผลการพิจารณาหรือใบอนุญาตต้องเขียนเหตุผลไว้ด้วยหรือไม่

มาตรา 37 กำหนดว่าคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผล อย่างน้อยต้องมีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ ยกเว้นกรณีที่คำสั่งมีผลตรงตามคำขอและไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอื่น เหตุผลเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว เป็นกรณีที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับตามมาตรา 32 หรือเป็นคำสั่งด้วยวาจาหรือกรณีเร่งด่วน ซึ่งต้องให้เหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรในเวลาอันควรถ้าผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งร้องขอ มาตรา 37

ผู้รับคำสั่งมีเวลาอุทธรณ์กี่วัน และถ้าคำสั่งไม่ได้บอกสิทธิอุทธรณ์ไว้จะเป็นอย่างไร

มาตรา 44 กำหนดให้อุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง (ใช้กับคำสั่งที่ไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรีและไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ไว้เฉพาะ) มาตรา 40 กำหนดว่าถ้าคำสั่งไม่ได้ระบุกรณีที่อาจอุทธรณ์ วิธียื่น และระยะเวลาอุทธรณ์ไว้ ให้ระยะเวลาอุทธรณ์เริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งหลักเกณฑ์นั้น และถ้าไม่มีการแจ้งใหม่และระยะเวลาสั้นกว่า 1 ปี ให้ขยายเป็น 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง มาตรา 44มาตรา 40

ยื่นอุทธรณ์แล้ว ยังต้องปฏิบัติตามคำสั่งระหว่างรอผลหรือไม่

มาตรา 44 กำหนดว่าการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับตามมาตรา 63/2 ซึ่งผู้สั่งทุเลาได้คือเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้นเอง ผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ หรือผู้มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยความถูกต้องของคำสั่ง มาตรา 44มาตรา 63 2

ส่งคำสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ถือว่าผู้รับได้รับเมื่อใด

มาตรา 71 กำหนดว่าการแจ้งโดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อครบกำหนด 7 วันนับแต่วันส่งสำหรับกรณีภายในประเทศ หรือเมื่อครบ 15 วันนับแต่วันส่งสำหรับกรณีส่งไปต่างประเทศ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการได้รับ หรือได้รับก่อนหรือหลังจากวันนั้น มาตรา 71

ออกใบอนุญาตไปแล้วพบว่าผิดพลาด จะยกเลิกได้หรือไม่ ภายในกี่วัน

มาตรา 49 กำหนดว่าการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ต้องกระทำภายใน 90 วันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะเพิกถอน เว้นแต่คำสั่งนั้นได้มาเพราะการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อความจริง ข่มขู่ หรือให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์โดยมิชอบ มาตรา 50 กำหนดว่าคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพิกถอนได้ทั้งหมดหรือบางส่วน จะให้มีผลย้อนหลังหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าเป็นคำสั่งที่ให้ประโยชน์แก่ผู้รับ ต้องเป็นไปตามมาตรา 51 และมาตรา 52 ซึ่งให้คำนึงถึงความเชื่อโดยสุจริตของผู้รับประโยชน์ในความคงอยู่ของคำสั่งกับประโยชน์สาธารณะประกอบกัน มาตรา 49มาตรา 50มาตรา 51

ผู้ถูกสั่งให้รื้อถอนหรือแก้ไขไม่ยอมทำ เจ้าหน้าที่ทำอะไรได้บ้าง

มาตรา 63/22 กำหนดว่าก่อนใช้มาตรการบังคับ เจ้าหน้าที่ต้องมีคำเตือนเป็นหนังสือให้ปฏิบัติตามคำสั่งภายในเวลาที่กำหนด โดยระบุมาตรการที่จะใช้และค่าใช้จ่ายหรือค่าปรับ (จะกำหนดพร้อมคำสั่งก็ได้) จากนั้นมาตรา 63/21 ให้เจ้าหน้าที่เลือกเข้าดำเนินการเองหรือมอบผู้อื่นทำแทน แล้วเรียกค่าใช้จ่ายพร้อมเงินเพิ่มรายวันร้อยละ 25 ต่อปี หรือสั่งให้ชำระค่าปรับบังคับการไม่เกิน 50,000 บาทต่อวัน และมาตรา 63/24 กำหนดว่าถ้าไม่ชำระค่าปรับหรือค่าใช้จ่าย ให้บังคับต่อไปด้วยวิธียึด อายัด และขายทอดตลาดตามส่วนที่ 2 มาตรา 63 21มาตรา 63 22มาตรา 63 24

คำปรารภ / อำนาจในการตรา

พระราชบัญญัติ

วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

พ.ศ. 2539

คำอธิบายในหน้านี้จัดทำโดยทีมโยธาไทยจากตัวบทที่มีในระบบเท่านั้น ระบุเลขมาตรากำกับทุกข้อเพื่อให้ตรวจสอบกลับได้ — เป็นเครื่องมือช่วยอ่าน ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย · ปรับปรุง 25 กันยายน 2569

พ.ศ. 2539

ตัวบทเต็ม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539

ทั้งฉบับ 113 มาตรา — กำลังโหลดตัวบทพร้อมสารบัญและจุดเชื่อมโยง… หากหน้านี้ไม่แสดงตัวบท เริ่มอ่านที่ มาตรา 1 แล้วกด "ถัดไป" ทีละมาตราได้